​Saint After Six ถ่ายทอดความรู้สึกผ่าน “ตะวันลับ (Sundown)”

Saint After Six Sundown

Saint After Six ปล่อยซิงเกิลล่าสุด ตะวันลับ (Sundown)” บทเพลงที่ว่าด้วยการจากลา ความไม่แน่นอนของคำสัญญา และความหวังเล็ก ๆ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่แม้แสงสุดท้ายของวันจะเลือนหายไป เพลงนี้ถูกแต่งทำนองและเขียนเนื้อร้องโดย St.Mek นักร้องนำของวง โดยใช้ภาพของ ตะวันลับฟ้า” เป็นสัญลักษณ์ของช่วงเวลาที่บางสิ่งกำลังจะจบลง แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการหวนกลับมาอีกครั้ง เนื้อเพลงถ่ายทอดอารมณ์อย่างเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง

 

แม้ไม่รู้ว่านานสักแค่ไหน แต่ฉันคนนี้จะไม่เปลี่ยนไป

เมื่อตะวันลับฟ้า เราอาจหวนคืนกลับมา

จุดเริ่มต้นของ ตะวันลับ (Sundown)” 

มาจากเรื่องเล่าของพยาบาลคนหนึ่งที่ดูแลคุณยายผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ โดยทุกหัวค่ำ อาการของคุณยายจะกำเริบ และถามซ้ำ ๆ ว่า แม่จะมารับเมื่อไร” เมื่อสอบถามครอบครัว จึงได้รู้ว่าในวัยเด็ก คุณยายเคยนั่งรอแม่ที่มาช้ากว่าปกติ ความกลัวของเด็กคนหนึ่งที่คิดว่า แม่อาจจะไม่กลับมาแล้ว” ได้ฝังลึกอยู่ในใจ แม้เวลาจะผ่านไปทั้งชีวิต และหลายความทรงจำจะเลือนหาย แต่ความรู้สึกนั้นกลับยังคงชัดเจน

คำว่า “Sundown” ยังอ้างอิงถึงภาวะ Sundown Syndrome

 อาการของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่มักแสดงอาการรุนแรงขึ้นในช่วงพระอาทิตย์ตกดิน ช่วงเวลาที่แสงค่อย ๆ หายไป เปรียบเสมือนความสัมพันธ์บางอย่างที่ค่อย ๆ เลือนลางไปพร้อมกับแสงสุดท้ายของวัน ในเวลาเดียวกันกับที่วงกำลังทำเพลงนี้ สมาชิกคนสำคัญที่เคยร่วมเดินทางกันมานานหลายปี ได้ตัดสินใจแยกทาง สิ่งที่สมาชิกวงในวงสัมผัสได้ชัดที่สุด คือ ความไม่แน่นอนของคำสัญญา” ความฝันที่เคยวาดไว้ร่วมกัน อาจต้องเปลี่ยนทิศทางไปตามเส้นทางชีวิตของแต่ละคน

ในพาร์ตการทำงานเบื้องหลัง

ได้ โน๊ต จากวง Rat’s Eye View และ M2มาช่วยบันทึกเสียงกลอง เติมพลังและไดนามิกให้กับเพลงอย่างโดดเด่น เพลงนี้นอกจากจะเป็นเพลงลำดับที่ 3 ของวงแล้ว ผลงานนี้ก็ยังเป็นสิ่งที่สะท้อนตัวตนทางดนตรีที่ชัดเจนขึ้นของ Saint After Six ด้วยการผสมผสานซาวด์เมทัลที่ดุเดือด เข้าไว้ด้วยกันกับกลิ่นอาย R&B ที่เน้นอารมณ์และความลื่นไหล ทำให้เพลงมีทั้งความเข้มข้นและความเปราะบางอยู่ในบทเดียวกัน เปรียบเหมือนแสงสว่างสุดท้ายที่ทั้งสวยงาม และชวนปวดร้าวในเวลาเดียวกัน

ตะวันลับ (Sundown)” จึงกลายเป็นบทเพลงแทนคำบอกลา

และแทนความหวังว่าสักวันหนึ่ง แม้จะไม่รู้ว่านานเท่าไร หรือจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เราอาจได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ด้วยซาวด์ดนตรีที่ดุเดือดแต่แฝงไปดัวยความเปราะบาง บวกกับถ้อยคำที่ตรงไปตรงมา เพลงนี้ไม่เพียงเล่าเรื่องของการจากลา แต่ยังชวนผู้ฟังหวนคิดถึงความสัมพันธ์ในชีวิต ที่แม้จะเลือนหายไปตามกาลเวลา แต่ความรู้สึกบางอย่างอาจยังคงอยู่เสมอ